“สภาพปัญหาของ กระบวนการประมาณราคา แบบดั้งเดิม”
ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงของการประมาณราคาในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
กระบวนการประมาณราคาค่าก่อสร้าง (Cost Estimation) หรือ บัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (Bill of Quantities - BOQ) คือหัวใจของโครงการก่อสร้างไทย แต่แนวทางดั้งเดิมที่พึ่งพาแบบ 2D และการคำนวณด้วยมือ ได้เผยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กระทบความสำเร็จของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ— จากความคลาดเคลื่อนของตัวเลข ไปจนถึงความเสี่ยงทางการเงินและเวลา
1) ความคลาดเคลื่อนสูง (High Inaccuracy)
วิธีดั้งเดิมมีแนวโน้มคลาดเคลื่อนตั้งแต่ ±7% จนถึง 15–20% จากทั้งการถอดปริมาณไม่แม่น, สมมุติราคาวัสดุ/แรงงานไม่สอดคล้องตลาด และค่าใช้จ่ายแฝงที่ประเมินต่ำ ความเบี่ยงเบนนี้อาจผลักโครงการสู่ภาวะขาดทุนหากไม่มี contingency ที่เหมาะสม
2) ความเป็นอัตวิสัยสูง (Reliance on Experience)
ความแม่นยำขึ้นกับทักษะและ “เทคนิคเฉพาะตัว” ของผู้ประมาณราคา จึงเกิดความไม่แน่นอน โดยเฉพาะงานระบบ (MEP) ที่แบบ 2D แสดงเพียงแนวราบ ทำให้การคิดความยาวแนวดิ่ง/ การหลบโครงสร้างเป็นจุดที่ผิดพลาดง่าย
3) ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk)
งบประมาณบานปลายเกิดจากการตั้งงบต่ำ, การเปลี่ยนแบบกลางคัน, ปริมาณเพิ่มเกินคาด— ล้วนย้อนกลับไปที่รากของ “การประเมินที่ไม่แม่น” ทำให้ผู้ประกอบการชั่งใจระหว่าง เสนอราคาสูงเกินแข่งขัน หรือเสนอราคาต่ำแล้วรับความเสี่ยงขาดทุน
4) ใช้เวลาและแรงงานสูง (Time & Labor-Intensive)
ถอดจาก 2D ด้วยมือเป็นงานใช้เวลามากและซ้ำซ้อน นอกจากเพิ่มต้นทุนบริหารแล้ว ยังลดความสามารถในการรับงานใหม่—เพราะทุกโครงการต้องเริ่มใหม่แทบทั้งหมด
5D BIM บูรณาการต้นทุน (5D) เข้ากับโมเดล 3D และเวลา (4D) แบบไดนามิก เมื่อแก้แบบ ปริมาณ–ต้นทุนอัปเดตอัตโนมัติ ช่วยตัดสินใจได้เร็วและแม่น
- 3D + 4D + 5D เชื่อมโยงกัน เมื่อโมเดลเปลี่ยน BOQ เปลี่ยนทันที
- ข้อมูลปริมาณ/ต้นทุนเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนในโมเดล (non-graphic data)
- ลด human error และรักษา Single Source of Truth
สรุปประเด็นที่ต้องแก้
- พึ่งพาข้อมูลจากแบบ 2D ที่มักไม่อัปเดต
- ถอดปริมาณซ้ำซ้อนและมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาด
- ใช้เวลานานในการรวมข้อมูลจากหลายฝ่าย
- ไม่รองรับการปรับเปลี่ยนแบบในช่วงออกแบบ